More servicesWindows Live
HomeHotmailSpacesOneCare
 
MSN
Sign in
 
 
Spaces home  n_aonPhotosProfileFriendsBlog Tools Explore the Spaces community

Blog

February 11

ไปเที่ยว

สนุกสนานกะการไปดูงานและได้ไปเที่ยวต่ออากาศดีมากๆๆ
 
 

November 04

การทำร้ายสมอง

วันนี้เกร็ดความรู้มีนิสัย 10 ข้อ ที่ทำร้ายสมองมาฝากกัน...

          1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี้จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม 
 
          2.
กินอาหารมากเกินไป
จะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุให้เกิดโรคความจำสั้น 
 
          3.
การสูบบุหรี่
เป็นสาเหตุให้เป็นโรคสมองฝ่อและเป็นสาเหตุของโรคอัลไซเมอร์ 
 
          4.
ทานของหวานมากเกินไป
จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาสมอง 
 
          5.
มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายการสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไปจะทำให้ออกซิเจนในสมองมีน้อยส่งผลให้ประสิทธิภาพของสมองลดลง
 
 
          6. การอดนอน
เป็นเวลานานจะทำให้เซลล์สมองตายได้ ส่วนการนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน
 
          7. นอนคลุมโปง
จะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้นและลดออกซิเจนให้น้อยลงส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง 
 
          8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย
การทำงานหรือเรียนขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลงเหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว 
 
          9. ขาดการใช้ความคิด
การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมองการขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ 
 
          10. เป็นคนไม่ค่อยพูด
ทักษะทางการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง

          สมองเป็นอวัยวะที่สำคัญ ยังไงก็อย่าลืมหันมาเอาใจใส่กันด้วย. d

September 24

ไม่สำคัญว่า

ไม่สำคัญว่า... คุณขับรถยี่ห้ออะไร ?
สำคัญว่า... คุณเคยให้คนที่ไม่มีรถ "นั่ง" มาด้วยกี่ครั้ง

ของขวัญผูกโบ
ไม่สำคัญว่า... คุณทำงานล่วงเวลามากขนาดไหน ?
สำคัญว่า... คุณให้ "เวลา" แก่ครอบครัว และคนที่รักมากแค่ไหน

ยิ้ม
ไม่สำคัญว่า... คุณมีเสื้อผ้าทันสมัยกี่ชุดในตู้ ?
สำคัญว่า... คุณเคยให้เสื้อผ้าแก่คนที่ "ขาดแคลน" ใส่กี่ชุด

หลอดไฟ
ไม่สำคัญว่า... คุณมีฐานะอะไรในสังคม ?
สำคัญว่า... คุณ "วางตัว" ในระดับไหน

สายรุ้ง
ไม่สำคัญว่า... คุณมีทรัพย์มากเท่าไหร่ ?
สำคัญว่า... สิ่งที่คุณมี มันมี "อำนาจ" ชี้ขาดชีวิตคุณแค่ไหน

หัวใจสีแดง
ไม่สำคัญว่า... เงินเดือนสูงสุดของคุณเท่าไร ?
สำคัญว่า... คุณต้องสละ "อุดมการณ์" เพื่อได้มันมาหรือไม่

ขยิบตา
ไม่สำคัญว่า... คุณได้เลื่อนขั้นกี่ขั้นแล้ว ?
สำคัญว่า... คุณเคย "สนับสนุน" ใครให้ได้เลื่อนขั้นบ้าง

เกาะที่มีต้นปาล์ม
ไม่สำคัญว่า... คุณมีตำแหน่งการงานอะไร ?
สำคัญว่า... คุณทำงานสุด "ความสามารถ" หรือไม่

โน้ต
ไม่สำคัญว่า... คุณมีเพื่อนกี่คน ?
สำคัญว่า... คุณเป็น "เพื่อนแท้" กับใครบ้าง

พระอาทิตย์
ไม่สำคัญว่า... คุณเรียกร้องและปกป้องสิทธิของตัวเองอย่างไร ?
สำคัญว่า... คุณทำอะไรเพื่อ "ช่วยและปกป้อง" สิทธิคนอื่น

นางฟ้า
ไม่สำคัญว่า... สิ่งที่คุณทำสอดคล้องกับคำพูดของคุณกี่ครั้ง ?
สำคัญว่า... มีกี่ครั้งที่คำพูดของคุณ "ไม่สอดคล้อง" กับการกระทำ

 สติเฟื่อง
August 30

DON" FORGET

ทุกเช้า ก่อนออกจากบ้าน อย่าลืม คิดถึงสิ่งที่ต้องใช้ ในชีวิตประจำวันเหล่านี้
1. เครื่องประดับที่สวยที่สุดบนเรือนร่าง คือ ....รอยยิ้ม..
2. งานที่ทำแล้วพอใจที่สุด คือ...การช่วยเหลือผู้อื่น....
3. ความสุขที่สุด คือ...การให้....
4.อาวุธร้ายแรง ที่ต้องระวัง และเก็บรักษาให้ดีที่สุด คือ...คำพูดทำร้ายผู้อื่น..
5.พลังยิ่งใหญ่ที่สุด ที่ทำให้ทุกอย่างสำเร็จ คือ ...ความรัก...
6.ความสูญเสียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ...การทำร้ายตัวเอง...
7.ปัญหาที่ใหญ่ที่สุด ที่จะต้องเอาชนะให้ได้ คือ..ความกลัว...
8.ยานอนหลับที่ให้ผลที่ดีที่สุด คือ...ความสงบภายในใจ...
อย่าลืมเอาไปทำกันนะจ๊ะเพื่อนๆและน้องๆที่รัก
August 16

หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณอาจได้บางสิ่งกลับมามากขึ้น

      หากลดบางอย่างให้น้อยลง คุณอาจได้บางสิ่งกลับมามากขึ้น

ลดความโกรธให้น้อยลง
... ผมได้สติกลับมามากขึ้น

ลดค่าใช้จ่ายให้น้อยลง
... ผมได้เงินเก็บมากขึ้น

ลดความคิดที่จะหาคนที่ถูกน้อยลง
... ผมได้คำตอบสำหรับทำเรื่องที่ถูกต้องมากขึ้น

ลดการพูดให้น้อยลง
... ผมทำหลายอย่างได้มากขึ้น

คิดถึงคนที่ผมรักให้น้อยลง
... ผมเข้าใจคนที่ผมรักได้มากขึ้น 

รักตัวเองให้น้อยลง
... คนอื่นรักผมมากขึ้น


พูดให้ร้ายคนอื่นน้อยลง
... มีคนพูดถึงผมในแง่ดีมากขึ้น

แสดงความฉลาดให้น้อยลง
... ผมได้ความรู้เพิ่มมากขึ้น

ออกนอกบ้านให้น้อยลง
... ผมได้ความอบอุ่นในครอบครัวมากขึ้น

นอนให้น้อยลง
... ผมทำหลายอย่างได้มากขึ้น 
คิดเรื่องเครียดให้น้อยลง
... ผมยิ้มได้มากขึ้น

ลดความอายให้น้อยลง
... ผมได้ความกล้ามากขึ้น

ดูละครน้อยลง
... ผมอ่านหนังสือได้มากขึ้น

ผมวิ่งให้ช้าลง
... ผมมองเห็นคนข้างหลังมากขึ้น

เชื่อให้น้อยลง
... ผมมองเห็นอะไรได้มากขึ้น 
ลดทิฐิให้น้อยลง
... ผมรู้จักอภัยมากขึ้น


กระโดดให้น้อยลง
... ผมเดินได้มั่นคงมากขึ้น

กินให้น้อยลง
... ผมอิ่มได้มากขึ้น

ก้มหน้าให้น้อยลง
... ผมมองเห็นได้ไกลขึ้น

พักเหนื่อยให้น้อยลง
... ผมรู้จักความสบายมากขึ้น 
เห็นแก่ตัวให้น้อยลง
... มีคนรอดชีวิตมากขึ้น


แบกของหนักให้น้อยลง
... ชีวิตผมเบามากขึ้น

ทะเลาะกับเด็กให้น้อยลง
... ผมโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

ทะเลาะกับผู้ใหญ่ให้น้อยลง
... ผมได้รับการเอ็นดูมากขึ้น

เป่าลมออกให้น้อยลง
... ผมสูดลมเข้าได้มากขึ้น
 

แอบฟังให้น้อยลง
... ผมได้ยินอะไรมากขึ้น

ผมคิดคำถามให้น้อยลง
... ผมเห็นคำตอบมากขึ้น

..... แล้วคุณลดอะไรได้บ้างแล้วละ ..... 

 

August 01

ทิปส์ในการพัฒนาสมอง


ทิปส์ในการพัฒนาสมองสายรุ้ง
1. จิบน้ำบ่อย ๆ สติเฟื่อง
สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมองก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยวซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ

2. กินไขมันดี พิซซ่า
คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วย ปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น

3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที หลอดไฟ
หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน

4. ใส่ความตั้งใจ หัวใจสีแดง
การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิดระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้นทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้นทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน

5. หัวเราะและยิ้มบ่อย ๆ ยิ้มแฉ่ง
ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ

6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน เกาะที่มีต้นปาล์ม 

สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่
คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีนซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์

7. ให้อภัยตัวเองทุกวันยิ้ม
ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง

8. เขียนบันทึก Graceful Journal กล้องถ่ายรูป
ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี
ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์

9. ฝึกหายใจลึก ๆ กลอกตาไปมา
สมองใช้ออกชิเจน 20-25 % ของออกชิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง
ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกชิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่สามารถหายใจเอาออกชิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก
20 %

การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
 

July 09

คนพิเศษ

 
ชีวิตคนเรามีอะไรมากมายที่ผ่านเข้ามาให้ซึมซับรับรู้

ในชีวิตคนเรามีผู้คนมากมายที่ผ่านเข้ามาให้รู้จักมักคุ้น


แต่ในผู้คนมากมายเหล่านั้น

อย่างน้อยคงต้องมีใครบางคนที่ทำให้เรารู้สึก "ไม่ธรรมดา"

ที่จะนึกถึง เรียกว่าเป็น "ความพิเศษ"

ที่เราจะยกเว้นเอาไว้จากความปกติทั่วไปของจิตใจ

ก็ในเมื่อคำว่า "พิเศษ" หมายถึงความจำเพาะ ความแปลกแยก ความดีงาม ความอบอุ่นในหัวใจ

กระนั้นทำไมเราไม่ปฏิบัติต่อเขาให้ตรงกับที่ใจคิด
ให้ "ความรู้สึกดีดี" จากจิตใจที่ดีดี

ให้ "ความอาทรถึง"
จากจิตใจที่นึกถึง

ให้ "ความห่วง"
จากจิตใจที่เป็นห่วง

ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างดีดี แต่มี
"สติ"

ให้ไปเถอะ ให้ไปอย่างอบอุ่น แต่ไม่
"คุกรุ่น"

ให้ไปเลย ให้ไปเท่าไหร่ก็ได้ แต่เมื่อให้ไปแล้วต้อง "ไม่ร้อนรุ่มกลัดกลุ้ม"


และหากเมื่อใดจิตใจอาจระส่ำระสาย สะดุดกับอะไรขึ้นมาบ้าง

ก็จงหยุดพักตรึกตรอง อย่าปล่อยให้พายุอารมณ์โถมพัด

"สิ่งดีดี"
จนกระจัดกระจาย

เพราะ "การให้ความหมาย" ไม่ใช่
"การตั้งความหวัง"

คนสองคนให้ความหมายซึ่งกันและกัน  แต่คนสองคน
จะไม่ตั้งความหวังในกันและกัน"

เพราะการตั้งความหวังมักนำพาซึ่ง "การเรียกร้อง"

"ความอยากเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ" โดยที่ไม่รู้ตัว

มันร้อนนัก หนาวนัก และไม่เป็นสุข

เราต้องไม่ลืมปรับอุณหภูมิจิตใจเอาไว้ที่องศาอุ่นๆ

หากเริ่มรู้สึกตัวว่า ความร้อนเริ่มทวีขึ้น เราต้องค่อยๆ

เดินออกมาสูดอากาศเย็น

หากตรงกันข้ามเราก็ต้องหลบเร้นจากความหนาวมาหาไอแดดเช่นกัน

และอย่าลืมว่า
"ความพิเศษ"

ไม่ได้จำกัดว่าจะต้องเป็นพิเศษมากหรือพิเศษสุด

หรือพิเศษอย่างยิ่งในคนคนเดียว

ทั้งเราและเขาอาจจะมีคนพิเศษในวิถีชีวิตได้หลายลักษณะ

พิเศษในเรื่องนั้น พิเศษในเรื่องนี้

ในเมื่อหัวใจเป็นของเรา

เราก็ย่อมเลือกให้ความพิเศษกับใครก็ได้ที่เราจะไม่ต้องแลกกับความทุกข์อย่างพิเศษกลับมา

จงให้ "ความพิเศษ" เป็นชีวิตชีวา

เป็นแววตาที่แจ่มใส

เป็นความห่วงใยที่เมื่อนึกถึงทีไรก็ยิ้มได้

ไม่วิ่งหนี แต่ไม่วิ่งตาม

ไม่หักห้าม แต่ไม่กระโจนใส่

ไม่เป็นน้ำตาลที่หวานอ่อนไหว

แต่เป็นความอบอุ่นในหัวใจและเอื้ออาทร

จงเป็นความแจ่มใสในอารมณ์ของตัวเอง เป็นความชุ่มชื่น สดใส เช่นสายน้ำ

เป็นสีสันงดงามเช่นมวลผกา เป็นสีเขียวของใบไม้

ที่เย็นที่ตาและที่ใจ


และที่ตรงนี้ จะอีกนานเท่าใด ไม่ว่า "คนพิเศษ" คนนั้นจะอยู่ใกล้หรือต้องจากกันไกล
"ความพิเศษ" นั้นก็จะคงอยู่อย่างมีคุณค่า ณ ที่เดิม ที่ซึ่งใจข้างซ้ายตรงกัน


 
June 30

clock

ใครที่ผูกนาฬิกาบ่อย ๆ จนติด
คงจะรู้สึกได้ . . . ในวันที่นาฬิกาหายไปจากข้อมือ
ฉันเอง . . . ก็เป็นคนที่ผูกนาฬิกามาตลอด . . .

หากวันไหนลืมจะรู้สึกว่า . . . บางอย่างมันหายไป
มันว่าง ๆ และขัดเขินทุกครั้ง . . . ที่ยกข้อมือที่ว่างเปล่าขึ้นมาดู

 

เมื่อราวสองปีก่อน . . . ที่นาฬิกาเรือนโปรดของฉันพัง
ด้วยความไม่มีสติ . . . ฉันเอาข้อมือไปทุบผนังห้องน้ำเล่น ๆ
โชคร้าย . . . ที่มือไม่เป็นอะไร นาฬิกาต่างหากที่พินาศ .. กระจกร้าว

 

ฉันถอดมันออกวางไว้ . . . ไม่ยอมเอาไปซ่อม
ด้วยว่า . . . รู้สึกถึงภาพเก่า และวันเวลาที่เก็บอยู่ในนั้น
ฉัน . . . เลิกใส่นาฬิกา และพบว่า ตัวเองมีอาการยกข้อมือเก้อ
เก้ออ . . . อยู่เป็นเวลานานพอดู

 

ความเคยชินของคนเรา เกิดขึ้น  . . .
เมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นประจำ . . . ในระยะเวลานานพอควร
และยังคงความเคยชินอยู่
เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งนั้นหายไปในระยะแรก ๆ


จนเวลาผ่านไปนาน . . .
ฉันจึงเริ่มชิน . . . กับการแอบมองเข็มนาฬิกาบนข้อมือคนอื่น
เวลาผ่านไป พร้อมกับบาดแผลที่เริ่มเลือนหาย
ฉันคิดโง่ ๆ ว่า . . . ภาพเหล่านั้นจะตายไปพร้อมนาฬิกา แต่มันไม่ใช่


ฉันตัดสินใจซ่อมนาฬิกา
เมื่อมันกลับมาวันแรก ๆ ฉันรู้สึกไม่คุ้น
จนถึงตอนนี้ . . . ก็ยังไม่คุ้น
ฉันยังแอบมอง . . . นาฬิกาบนข้อมือคนอื่น อยู่เหมือนเดิม


ฉันรู้สึกเขินแกมขำทุกครั้ง . . . ที่แอบมองข้อมือคนอื่น
ทั้ง ๆ ที่มีนาฬิกาอยู่บนข้อมือของตัวเอง

 

ฉันนึกถึงใครบางคน . . . ที่มักจะปรากฏตัวพร้อมรอยยิ้มเสมอ ๆ
ในบางช่วง ที่เขาหายหน้าหายเสียงไป  . . .
ฉันรู้สึกขาด ๆ แต่ก็เพียงชั่วเวลาสั้น ๆ
ในบางครั้ง . . . ฉันพอใจที่มีเขาอยู่ใกล้ ๆ
ในวันที่ไม่แข็งแรง  . . .


แต่ . . . ในบางครั้งฉันกลับรู้สึกพอใจ
กับการได้เดินคนเดียว . . . เดี่ยวเดี่ยวในวันว่าง
หรือเป็นความผูกพัน หรือเป็นเพียงความเคยชิน
หัวใจฉัน . . . ยังตอบคำถามได้ไม่กระจ่างชัดนัก

คนเราจะรู้ค่าก็ต่อเมื่อ . . . สูญเสียสิ่งนั้นไป
ฉันมักได้ยินใคร ๆ พูด
แต่ . . . ฉันกลับคิดว่า หากฉันยังมองไม่เห็น
ฉันน่าจะยอมเสียไปดีกว่า . . . เพื่อให้ซึ้งถึงคุณค่านั้น
ฉัน . . . ไม่อยากเอาเปรียบเขา
หากจะรั้งเขาไว้ด้วยความคุ้นเคย ที่ไม่ใช่ความผูกพัน
ฉัน . . . ไม่อยากโกหกตัวเอง
หากจะรั้งเขาไว้  . . . ด้วยความไม่แน่ชัด

ฉันมีคำถาม . . . ที่ยังขบไม่แตกกับคำว่า  . . .
ผูกพัน หรือว่าจะเป็นแค่คุ้นเคย
บางที . . . มันอาจจะเป็นการดี
หากฉันจะอยู่ห่าง ๆ หรือตัดขาด
เพื่อให้รู้จัก . . . หัวใจของตัวเองมากขึ้น
กับใครบางคน . . . ที่ขาดหายไปจากชีวิต
อาจเป็นเหมือน . . . นาฬิกาที่ขาดสาย
อาจรู้สึกแปลบ ๆ และมองหากับการหายไปในช่วงแรก
แต่ไม่นาน . . . คงจะชิน 

June 16

the begin

เธอจบทุกอย่างวันนี้

เธอก็จะได้เริ่มต้นทุกอย่างในวันพรุ่งนี้

หากเธอเริ่มต้นวันใหม่ได้อย่างเข้มแข็ง

ชีวิตที่เหลือของเธอก็จะเข้มแข็ง
 



การเริ่มต้นที่ดี...ต้องเริ่มจากมองโลกในแง่ดี

โลกที่ยังมีอะไรให้เธอค้นหา

โลกที่กลางวัน...มีดวงตะวันกลมโตสาดแสงอบอุ่น

ท่ามกลางสีฟ้าใสกระจ่าง

โลกที่ยามค่ำคืน...มีหมู่ดาวเป็นร้อยพันไว้ให้นอนนับ

โลกที่มีเวลาให้เธอวันละ 24 ชั่วโมง


ให้เธอได้ค้นหาว่าอะไรที่เธออยากทำแต่ไม่เคยลงมือ

อะไรบ้างที่เธอเคยฝันแต่ไม่เคยตามหา
 

 

เริ่มต้นคำถามแรกว่า...เธอต้องการอะไร?

...อย่ามัวเสียเวลา...

กับถนนสายหนึ่งที่เธอแค่เดินมาจนถึงสุดสาย

ทางที่เธอจะเดินต่อไปต่างหาก... 



...ที่สำคัญ..

มีพบต้องมีจาก

มีจุดเริ่มต้นต้องมีจุดสิ้นสุด

แต่บางครั้ง...จุดสิ้นสุดก็ทำให้ได้เริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ

อย่าท้อก็แล้วกัน
 


 
May 31

โลกสวยงามขึ้น.....

 โลกสวยงามขึ้น..เมื่อเราเดินช้าลง 

เวลาที่เราขับรถเร็ว
ก็เพราะเราต้องการให้ถึงที่หมายเร็วๆ
เป็นการให้ความสำคัญกับปลายทางเป็นสิ่งแรก

แต่บางครั้ง...
มีเหมือนกันที่มันเร็วเสียจนเลยบ้าน เลยซอย
ที่เป็นจุดหมายปลายทางไป
เลยทำให้ที่อยากให้เร็ว กลายเป็นช้าไปก็มี


เมื่อเราขับรถช้า หรือไปเรื่อยๆ (มีเวลามากพอ)
ก็หมายถึงว่า เราไม่ได้รีบร้อน
เพียงแค่จะไปให้ถึงปลายทางเพียงอย่างเดียว

เราอาจมีเวลาสังเกตถนนหนทาง ผู้คนบนท้องถนน
ความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น
อาจมองเห็นว่ามีร้านขายดอกไม้มาเปิดใหม่
ร้านขายอาหารเจ้าเก่าได้ย้ายไปแล้ว...ฯลฯ

นั่นคือ...เราได้เห็นรายละเอียดต่างๆ
ระหว่างเส้นทางที่ผ่านไปมากขึ้น

ทุกวันนี้...

ความเร็ว ได้ถูกดึงมาใช้เป็นสิ่งสำคัญลำดับต้นๆ
ในชีวิตประจำวันเราสามารถได้รับข่าวสารหลายๆ เรื่องอย่างง่ายดาย
ภายในเวลาไม่กี่นาที


เพียงแค่ใช้ปลายนิ้วกดลงบนคีย์บอร์ดของคอมพิวเตอร์
หรือโทรศัพท์มือถือ
ข้อความหรือถ้อยคำเหล่านั้นก็ถูกส่งมาให้อ่านแบบทันอกทันใจ

และอีกไม่กี่นาทีเช่นกัน
เราก็สามารถส่งต่อข้อความเหล่านั้นไปยังคนอื่นๆ ได้
ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้ชีวิตคนเราสะดวกสบายขึ้น
จนกระทั่ง...

บางทีลืมสังเกตไปด้วยว่า

ความละเมียดละไมในชีวิต กลับเหือดหายน้อยลง

สำหรับคนที่ชอบละเลียดความสุขแบบค่อยเป็นค่อยไป
ไม่เคยนิยามให้กับค่าของความสุข
เป็น "บาท" เป็น "คัน" หรือเป็น "หลัง"

..................................................